ad1

พระพุทธเจดีย์ศรีมุจลินท์พิพัฒน์      พระพุทธเจดีย์ศรีมุจลินท์พิพัฒน์   ถ้าเปรียบพระธาตุเจดีย์ “พุทธธรรมโสภณพิพัฒน์” เป็นพระประธานเหมือนในพระอุโบสถ  เนื่องจากมีพระบรมสารีริกธาตุของพุทธองค์มาประดิษฐานไว้หันพระพักตร์สู่ทิศบูรพา(ทิศตะวันออก)มีแม่น้ำเนรัญชรา(แม่น้ำเจ้าพระยา)อยู่เบื้องหน้า  มีพระอุโบสถและมณฑปหลวงพ่อขาวอยู่ ณ เบื้องหลังดุจศรีมหาโพธิ์เหมือนภูมิแห่งการตรัสรู้  เป็นภูมิแห่ง ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน เป็นพุทธภูมิและมีพระสาวกเป็นภูมิเบื้องขวาและเบื้องซ้าย พระสาวกเบื้องขวาคือ พระสารีบุตร  เปรียบได้กับองค์พระเจดีย์มอญเป็นผู้เลิศทางด้านปัญญา พระสาวกเบื้องซ้ายคือ พระโมคลาน  เปรียบเสมือนพระเจดีย์องค์เหนือ  ผู้เป็นเลิศทางอิทธิฤทธิ์ โพธิ์เงิน – โพธิ์ทอง ดุจฉัตรเงิน ฉัตรทอง เป็นพุทธบูชา เงิน – ทอง

         สถานที่แห่งนี้นับได้เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์  เป็นดินแดนพุทธภูมิโดยแท้ที่ถูกกำหนดมาในอดีตกาลและปรากฏในรูปลักษณ์เด่นชัดในปัจจุบัน อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่เล่าขานของ “ชาวตำบลโผงเผง” สืบต่อกันมาดังนี้ว่า มีเรือสำเภาโบราณจอดอยู่ระหว่างกลางร่มโพธิ์เงิน – โพธิ์ทอง  มีสายโซ่คล้องที่พระเจดีย์องค์เหนือ  หากผู้มีบุญวาสนาได้หยอดเหรียญลงในซอกโคนโพธิ์และเอาหูแนบฟัง  จะได้ยินเสียงลั่นของโซ่ทอง  ถ้านำเรื่องที่เล่าขานนี้มาเปรียบเทียบกับพุทธพจน์ที่กล่าวว่าเรือสำเภาและพระเจดีย์ดุจธรรมนาวา  พาเวไนยสัตว์ข้ามพ้นโอฆสงสารสู่นิพพานภูมิและสถานที่นี้เมื่อเปรียบเทียบกับตำรา ”ฮวงจุ้ย” ของจีน  นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่ดีเลิศเหมือนพระยานั่งบัลลังก์ มีขุนเขาอยู่เบื้องหลัง มีเนินเขาอยู่ซ้าย – ขวา  มีน้ำชาอยู่ตรงหน้า  หันหน้าสู่ตะวัน  เมื่อสถานที่นี้ประกอบด้วยรูปลักษณ์อันเป็นมงคลที่หายากยิ่งและเสริมด้วยตำนานเล่าขาน  จึงเหมาะสมแก่การรักษาไว้เพื่อกราบไหว้บูชาสืบตลอดไป

         พระพุทธเจดีย์ศรีมุจลินท์พิพัฒน์ (พระเจดีย์องค์เหนือ) มีรอยชำรุดหลายแห่งและเอียงลงใกล้จะล้ม พระครูโสภณพัฒนวิจารณ์  (สังเวียน  ปญฺญาทีโป)  จึงได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่  เปรียบประดุจดังคำที่กล่าวว่า อันองค์พระเจดีย์  เป็นสมบัติของบรรพบุรุษร่วมกันให้ลูกหลานได้กราบไหว้  เพื่อเป็นรอยจารึกศรัทธาในพระพุทธองค์ เป็นแสงสว่าง เป็นเนื้อนาบุญ เป็นที่สถิตของดวงวิญญาณแห่งผู้มีคุณงามความดีในอดีตกาล ใต้ร่มธรรมแห่ง ศากยวงศ์ที่คอยเฝ้ามอง ปกป้องห่วงหา อาวรณ์ และอำนวยพรให้ลูกหลานสืบตลอดมา

         วันวิสาขะบูชา  ขึ้น  ๑๕ ค่ำ  เดือน  ๖  ตรงกับวันที่  ๑๗  พฤษภาคม  ปี พ.ศ. ๒๕๔๓  หลวงพ่อพระครูโสภณพัฒนวิจารณ์  (สังเวียน  ปญฺญาทีโป)  ได้พระพุทธเจดีย์ศรีมุจลินท์พิพัฒน์กระทำพิธีการขอขมาต่อองค์พระเจดีย์องค์เหนือและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเริ่มทำการบูรณะเชิงอนุรักษ์  แบบพระเจดีย์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  แต่เมื่อทำการขุดสำรวจเจาะฐานล่าง  พบว่าเป็นการก่ออิฐฐานบนมูลดินเดิม  ไม่มีคานรองรับน้ำหนักหรือเจาะเสาเข็มรองรับน้ำหนักแต่อย่างใด ส่วนของฐานล่างสุดจมอยู่ต่ำกว่าระดับดินทั่วไปประมาณเมตรครึ่ง  ส่วนบัลลังก์ฐานสิงห์  (ตัวองค์พระเจดีย์) มีรอบเจาะหลายแห่ง  ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง  สภาพดินเดิมเป็นดินเหนียวร่วนคล้ายดินที่นำมาปั้นอิฐทั่วไปไม่สามารถจะบูรณะเชิงอนุรักษ์ได้  จึงได้ทำการก่อสร้างฐานใหม่  อนุรักษ์ส่วนองค์ระฆังและปล้องไฉนไว้คงเดิม  ฐานได้ทำการตอกเสาเข็มกลวงหกเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕ เซนติเมตร ยาว ๔ เมตร จำนวน ๖๔ ต้น เป็นแนวสี่เหลี่ยมทั่วฐานเทคอนกรีตเสริมเหล็ก  ขนาดกว้างเท่ากับความกว้างของฐานพระเจดีย์  หนา  ๒๕ เซนติเมตร  โดยยกฐานชั้นแรกสูงกว่าระดับดิน ๘๐ เซนติเมตร  แนวทิศทางเป็นแนวเดิม ฐานพระเจดีย์มีขนาด กว้าง ๕.๒๐ เมตร เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูงจากพื้นดิน ๙.๔๕ เมตร แต่ละชั้นก่ออิฐถือปูนเป็นฐาน โดยใช้อิฐขนาดใหญ่เท่ากับขององค์เดิม (อิฐที่ใช้สร้างคือ อิฐมอญ)  โดย พระอำนาจ  คนฺธาโภ  เป็นผู้เขียนแบบจำลองให้เหมือนของเดิมมากที่สุด  คุณ อนุชา  เพชรมงคล  ทำการถ่ายภาพในรายละเอียดต่างๆ มีคุณ วิวัฒน์ สีนวล  เป็นนายช่างใหญ่ในการก่อสร้าง  ใช้เวลาก่อสร้างฐานบัลลังก์ ๔๕ วัน เสียค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๒๓๐,๐๐๐ บาท (สองแสนสามหมื่นบาทถ้วน) ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว เป็นเงินที่ประชาชนร่วมกันทำบุญสร้างพระธาตุเจดีย์ “พุทธธรรมโสภณพิพัฒน์” ทั้งสิ้น

         ตำนานและข้อสันนิษฐานประวัติพระเจดีย์องค์เหนือนี้ จากข้อเขียนประวัติวัดมอญเดิม (ปัจจุบันวัดพิจารณ์โสภณ) และคำบอกเล่าของพระครูโสภณพัฒนวิจารณ์ (สังเวียน  ปญฺญาทีโป) “พระเจดีย์องค์เหนือ” ได้ทำการก่อสร้างในสมัยของ หลวงพ่อหว่าง  เป็นเจ้าอาวาส หลังปี  พ.ศ. ๒๔๒๒ หรือช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี  หลักฐานที่ค้นพบคือ เหรียญอันละเฟื้อง  อยู่ในเนื้อปูนที่ก่ออิฐ ระบุ ร.ศ. ๑๑๘ แผ่นเหล็กแบน ซึ่งเป็นเหล็กรูปพรรณนำเข้ามาในกรุงสยามในช่วงนั้นอยู่คอระฆังขององค์พระเจดีย์ จากจดหมายเหตุประพาสต้นและเคยมีนำเข้าประกวดได้รับรางวัลจาก จังหวัดอ่างทองและกรุงเทพมหานคร


         พระสมเด็จวัดมอญ (วัดพิจารณ์โสภณ)  จากคำบอกเล่าของพระครูโสภณพัฒนวิจารณ์ (สังเวียน  ปญฺญาทีโป)  อดีตเจ้าอาวาสและผู้เฒ่าผู้แก่ชาวตำบลโผงเผง ความว่าพระนาคปรกกรุวัดมอญ นี้  สร้างขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  มีข้อสังเกตดูเด่นชัดที่ผู้สร้างเน้นให้ชนรุ่นหลังได้ทราบคือ พระนาคปรกพิมพ์นี้มี ๕ เศียร  ซึ่งแตกต่างจากพระนาคปรกทั่วไป เอกลักษณ์อีกประการหนึ่ง คือ พิมพ์องค์จะคล้ายสมเด็จวัดระฆัง ฐาน ๓ ชั้น ซึ่งแตกต่างจากพระนาคปรกทั่วไป  เอกลักษณ์อีกประการหนึ่งคือ พิมพ์องค์จะคล้ายสมเด็จวัดระฆังฐาน ๓ ชั้น เนื้อพระจะประกอบด้วยผงอิทธิเจเคลือบดินภายนอก  ลักษณะดินจะเป็นดินเหนียวซึ่งมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษเนื้อผงอิทธิเจที่บรรจุอยู่ในเนื้อพระ 

         อดีตเจ้าอาวาสของวัดมอญในสมัยนั้นได้ออกธุดงค์ไปพบกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต  พรหมรังสี  และสมเด็จฯท่านได้ประทาน ผงอิทธิเจ มาสร้างเป็นพระนาคปรกขึ้นมา ให้ชาวบ้านได้บูชา  เพื่อนำปัจจัยไปบูรณะวัดต่อไป  ส่วนที่จำหน่ายไม่หมดท่านก็ได้รวบรวมนำไปบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์องค์เหนือหน้าพระอุโบสถ  เมื่อพระครูโสภณพัฒนวิจารณ์ (สังเวียน  ปญฺญาทีโป) ท่านได้ทำการบูรณะพระเจดีย์องค์เหนือ ปรากฏว่าพระเจดีย์ได้แตกออกเนื่องจากมีผู้โจรกรรมพระกรุออกมาส่วนหนึ่ง  หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งให้ขุดและนำพระนาคปรกพิมพ์ต่างๆ ชาวบ้านรวมเรียกว่า“พระกรุวัดมอญ” นำไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของวัดสืบต่อไป  ปัจจุบันพระกรุวัดมอญเหลืออยู่ไม่มากนัก  ผู้เรียบเรียงได้นำมาประกอบเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งสำหรับใช้อ้างอิงประกอบเท่านั้น